31
January
2026
งานวิจัยล่าสุดโดย Madre Brava ร่วมกับ Profundo องค์กรไม่แสวงกำไรจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน ห่วงโซ่อุปทาน สิทธิมนุษยชน การวิเคราะห์นโยบาย และการลงทุนพบว่า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CP Foods มีโอกาสเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งด้าน ESG และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทอาหารด้านความยั่งยืนของประเทศไทยและภูมิภาค หากปรับสัดส่วนการผลิตไปสู่โปรตีนจากพืชในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการผลิตโปรตีนจากสัตว์อย่างยั่งยืน
วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์ ผู้จัดการประเทศไทย องค์กร Madre Brava เผยว่า รายงานฉบับนี้ชี้ว่า CP Foods ซึ่งเป็นผู้ผลิตโปรตีนจากสัตว์และอาหารสัตว์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเนื้อไก่แปรรูปรายใหญ่ระดับโลก เป็นบริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์เพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบ Science Based Targets initiative (SBTi) สอดคล้องกับเป้าหมายความตกลงปารีส
การวิเคราะห์ของ Profundo ได้คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตเนื้อหมู เนื้อไก่ และนมวัวตลอดห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกของ CP Foods เปรียบเทียบกับเป้าหมาย SBTi ของบริษัท พบว่า การใช้ on-farm mitigation measures และการปรับเปลี่ยนการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืช ขณะที่ยังคงการผลิตโปรตีนจากสัตว์ในระดับที่ยั่งยืน โดยให้มีโปรตีนจากพืชในอัตรา 12% ภายในปี 2030 จะลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในปี 2030 ได้ 70%
.png)
ทั้งนี้ หากบริษัทฯอยากบรรลุเป้าหมายให้ได้ตามที่บริษัทฯ ตั้งไว้ จะต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนในอัตราที่สูงกว่านี้ โดยรายงานฉบับนี้พบว่า การเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนในอัตรา 23% ภายในปี 2030 ควบคู่ไปกับมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในกิจการปศุสัตว์ จะทำให้บริษัท CP Foods บรรลุเป้าหมายได้สภาพภูมิอากาศได้ โดยมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในกิจการปศุสัตว์ได้แก่ การจัดการมูลสัตว์ สารเสริมในอาหารสัตว์ การใช้พลังงานหมุนเวียน
โปรตีนจากพืชช่วยเพิ่มกำไร ลดต้นทุน และบรรเทาภาระหนี้
การปรับกลยุทธ์สู่โปรตีนพืชอาจมีส่วนช่วยเพิ่มกำไรของบริษัท และเพิ่มมูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ โปรตีนจากพืชลดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากว่าใช้วัตถุดิบน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผลิตเนื้อสัตว์ เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และการใช้ยาปฏิชีวนะ และยังใช้ที่ดินน้อยกว่าต่อปริมาณโปรตีน 100 กรัมเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์และนมวัว รายงานยังชี้ว่า หากปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่โปรตีนจากสัตว์และโปรตีนจากพืชอย่างละ 50% ภายในปี 2050 อาจส่งผลเชิงบวกต่อมูลค่าหุ้นของบริษัท CP Foods ได้ถึง 169% ซึ่งมาจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง และตัวคูณการประเมินมูลค่าที่สูงขึ้น (valuation multiples)
“รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่โปรตีนจากพืช จะยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงของ CPF โดยคาดว่าการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะส่งผลเชิงบวกต่อคะแนนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance- ESG) ของบริษัท ซึ่งอาจส่งผลเชิงบวกต่อมูลค่าหุ้นและตัวคูณการประเมินมูลค่า เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (Price/Earnings Ratio) ในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคะแนนเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นต่อกลุ่มนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ”
มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิตเนื้อสัตว์อย่างเดียว ไม่พอ
ในฉากทัศน์ที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นปกติ (Business-as-usal, BAU) มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในกิจการปศุสัตว์จะช่วยลดก๊าซได้ 3.5 ล้านตันคาร์บอนไดอ็อกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็น 9% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัทฯ ในปี 2024 ซึ่งหมายความว่าการดำเนินต่อไปภายใต้ฉากทัศน์ที่ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และไม่มีการเปลี่ยนผ่านสู่โปรตีนจากพืช หวังพึ่งแต่มาตรการลดก๊าซในกิจการปศุสัตว์เท่านั้น ไม่เพียงพอในการทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้
“ครัวของโลก” ต้องเป็นครัวที่ยั่งยืน
CP Foods ภาคภูมิใจในฐานะ “ครัวของโลก” ด้วยการดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การผลิตเนื้อสัตว์ และนมวัว มีฐานการผลิตในหลายภูมิภาคทั่วโลก รายงานฉบับนี้ชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่โปรตีนจากพืชจะช่วยตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านความยั่งยืน และสนับสนุนเป้าหมายของบริษัทในการก้าวสู่การเป็นบริษัทอาหารที่ยั่งยืนที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาค
“เราขอชื่นชม CP Foods ในฐานะบริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายเดียวในประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามกรอบ SBTi อย่างจริงจัง งานวิจัยนี้สะท้อนว่า การปรับสัดส่วนการผลิตโปรตีนให้มีโปรตีนจากพืชเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลัก จะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และทำให้ระบบการผลิตมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
“ดังนั้น ในฐานะผู้ผลิตอาหารรายสำคัญระดับโลก CP Foods มีโอกาสใช้ความเป็นผู้นำที่สั่งสมมา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารให้ยั่งยืนยิ่งขึ้นได้” วิชญะภัทร์กล่าวทิ้งท้าย
สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่


